SA Post

ข่าวสารกิจกรรมนิสิต

ภัยใกล้ตัวกับโรค ‘สังคมก้มหน้า’

กรกฎาคม 14th, 2015

ฉบับนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพที่ดี เลยอยากนำเสนอภัยใกล้ตัวจากเทคโนโลยี ที่กลายเป็นปัจจัยหนึ่งของการดำรงชีวิต จนเรามองข้ามอันตราย และไม่รู้สึกถึงความน่ากลัว ที่จะเกิดขึ้นกับส่วนต่างๆ ของร่างกาย  บทความทั้งหมดที่ได้มาเกิดจากเรื่องจริงในสังคมทั้งสิ้น ผมได้ นำเรื่องราวทั้งหมดไว้ เผือให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะครับ

923422_132156443621529_1135625829_n (Custom)

 

เครดิตจาก https://www.facebook.com/InfographicMOVE

 

 

เครดิตจาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?newsid=9570000024834

กรมแพทย์เตือนเพ่งสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตนานๆ เสี่ยงปัญหาสายตาเพียบ แนะพักสายตาทุกครึ่งชั่วโมง เลี่ยงการดูหน้าจอบนยานพาหนะ แบ่งเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นร่วมด้วย ช่วยถนอมสายตาได้ 

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา  อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เนื่องจากสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทุกสถานที่ ทุกเวลาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งพฤติกรรมการเพ่งหน้าจอเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ใช้สายตามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว   ส่งผลให้เกิดปัญหาสายตาได้ เช่น ปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า สายตาสั้น หรือผลข้างเคียงอื่นๆ เช่น อาการปวดหัว ปวดหลัง และเมื่อยคอ สำหรับวิธีถนอมสายตาเมื่อใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเป็นระยะเวลานาน คือ ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ก้มคออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป พักสายตาเป็นระยะทุกครึ่งชั่วโมง ด้วยการทอดสายตาไปไกลๆ มองสิ่งของที่ห่างไปไม่น้อยกว่า  20 ฟุตหรือหลับตานิ่งๆ ประมาณห้านาที ไม่ฝืนอ่านตัวอักษรที่มีขนาดเล็กเกินไป ควรปรับขนาดตัวอักษรให้อ่านง่ายและสบายตา  หลีกเลี่ยงการใช้งานหน้าจอในขณะอยู่บนยานพาหนะที่มีการสั่นสะเทือน ปรับความสว่างของหน้าจอให้สบายตา ไม่สว่างจ้าเกินไป

10635907_589797411142606_5944994723959001752_n

นพ.สุพรรณ กล่าวว่า ผู้ที่มีปัญหาสายตาผิดปกติ ควรมีแว่นที่เข้ากับค่าสายตาและเหมาะสมกับระยะในการมองหน้าจอ โดยอยู่ห่างจากศีรษะ และสายตาประมาณ 30 เซนติเมตร ควรหาตำแหน่งในห้องหรือสถานที่ที่เรากำลังใช้งานหน้าจอให้แสงสว่างตกกระทบเฉียงๆ กับหน้าจอ เพื่อลดแสงสะท้อนรบกวนเข้าสายตาโดยตรง อย่าใช้งานหน้าจอติดต่อกันนานเกิน 1 ชั่วโมง ควรหมั่นพักสายตาและกะพริบตา อย่างน้อย 10-15 ครั้งต่อนาที ควรสังเกตว่าการใช้งานหน้าจอนานเท่าใด ที่ทำให้รู้สึกตาล้า และมีตาพร่า กะพริบตาบ่อยๆ เพื่อลดอาการตาแห้ง และหลีกเลี่ยงการใช้สายตานานๆ ในที่ที่มีอากาศแห้ง หรือลมพัดเข้าสู่ดวงตา

10372031_287855684721787_5941886295328043733_n (Custom)

“ ผู้ที่ทราบอยู่แล้วว่า ตาแห้งหรือผู้ที่ใส่คอนแทกต์เลนส์ควรใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เมื่อต้องใช้งานหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือเเท็บเล็ตเป็นเวลานานๆ จะช่วยลดปัญหาตาแห้งได้ ที่สำคัญควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟน หรือเเท็บเล็ต โดยการแบ่งเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น พักผ่อน ออกกำลังกาย ทำงานบ้าน ไม่เพ่งอยู่กับหน้าจอนานๆ จะทำให้รักษาสุขภาพตาได้ ” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว

 

 

ภัยใกล้ตัวกับโรค ‘สังคมก้มหน้า’

ข้อมูลชวนรู้กับ “โรคเท็กซ์เนค” อาการของ “สังคมก้มหน้า” ไปไหนมาไหนก็เจอแต่ผู้คนก้มหน้าลงหาจออิเล็กทรอนิกส์…

4172 (Custom)

ข้อมูลชวนรู้กับ “โรคเท็กซ์เนค” อาการของ “สังคมก้มหน้า” ตอนนี้มันกำลังกลายเป็น “โกลบอล ซินโดรม” คือ ออกอาการกันแพร่หลายไปทั่วโลก ตามการแพร่ระบาดของอุปกรณ์พกพาสารพัดตั้งแต่ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เรื่อยไปจนถึงอีบุ๊กรีดเดอร์ สัดส่วนการใช้งานต่อวันก็เพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล ไปไหนมาไหนก็เจอแต่ผู้คนก้มหน้าลงหาจออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นบนรถไฟฟ้า รถประจำทาง ร้านอาหาร หนักๆ เข้าเดินไปไหนมาไหน ยังไปในลักษณะก้มหน้า จนกลายเป็น “สังคมก้มหน้า” ไปแล้ว

1619471_780944868600904_58689269_n (Custom)

“เท็กซ์เนค” เป็นคำที่ นายแพทย์ดีน ฟิชแมน แพทย์กายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านบำบัดอาการของกระดูกสันหลังชาวอเมริกัน คิดขึ้นเพื่อใช้เรียกกลุ่มอาการของโรคที่เกิดขึ้นจากการก้มหน้า บ่อยๆ ซ้ำๆ และนานเกินปกตินี้ อาการที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ การปวดกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ กล้ามเนื้อคอ ปวดศีรษะเรื้อรัง ปวดทุกวัน หนักเข้าก็อาจพาลไปถึงเกิดการอักเสบของข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนบน ซึ่งถือว่าสาหัสเลยทีเดียว แต่ที่น่ากังวลคือ การก้มหน้าในลักษณะนี้บ่อยๆ นานๆ จะส่งผลต่อบุคลิกท่าทาง และการเติบโตของร่างกายในเด็กและวัยรุ่นให้ออกมาบิดเบี้ยวโค้งงอจนต้องมาหาทางแก้กันยุ่งยากในภายหลัง

ดร.ฟิชแมนเคยแสดงให้เห็นฟิล์มเอกซเรย์ของวัยรุ่นอเมริกันที่แสดงชัดเจนว่ากระดูกสองสามชิ้นบริเวณข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนบนโค้งงอไปด้านหน้าแบบผิดธรรมชาติเพราะเหตุนี้มาแล้ว ข้อมูลที่ได้จากผลการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อปี2000 ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วศีรษะของคนเราจะหนักประมาณ 5 กิโลกรัม การก้มไปข้างหน้าทุกๆ 2 เซนติเมตร จะทำให้ไหล่ต้องแบกรับน้ำหนักมากขึ้น 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ถ้าก้มลงไป 6 เซนติเมตร น้ำหนักของศีรษะที่ไหล่ คอ และกระดูกสันหลังที่ต้องรองรับนั้นจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 20 กิโลกรัม

10678579_589797404475940_7533373766382967706_n (Custom)

คำแนะนำของแพทย์เพื่อการป้องกันไม่ให้เราตกเป็นเหยื่อของเท็กซ์เนคอย่างง่ายๆ คือ ละสายตาจากจอ เปลี่ยนท่าจากการก้มหน้า ปล่อยให้ศีรษะกลับคืนสู่ท่าธรรมชาติในทุกๆ 15 นาที เงยหน้าขึ้น เหลียวไปรอบๆ ถ้ายังจำเป็นต้องจ้องจออยู่ก็ยกมันให้ขึ้นมาอยู่ในระดับสายตา เพื่อลดการแบกรับน้ำหนักของคอลงเป็นระยะๆ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรออกกำลังกาย ในแบบที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่ได้ผ่อนคลาย จะเป็นโยคะก็ได้ หรือจะเป็นกายบริหารแบบพิลาทีสที่มุ่งเน้นไปที่การทำให้ร่างกายของเราอยู่ในท่าทางที่ถูกต้องก็ได้ ทำให้ได้ทุกวันจะป้องกันปัญหานี้ได้.

ที่มา – sanook.com  ภาพจาก – thairath.co.th

ขอบคุณ แหล่งที่ทำให้เกิดความรู้จากโลกอินเตอร์เน็ต เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ แต่จะทำยังไงให้การใช้งานได้เกิดประโยชน์ มากที่สุด มีโทษน้อยที่สุด ข้อสรุปนี้คงขึ้นอยู่กับผู้อ่านแล้วละครับ

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

SA Post

ข่าวสารกิจกรรมนิสิต